ถ้าเอาหนังเรื่องนี้ไปให้ผู้ใหญ่ในกระทรวงวัฒนธรรมดู

ร้อยทั้งร้อยผมก็คิดว่าหนังเรื่องนี้จะโดนพะยี่ห้อว่า

"เป็นหนังที่สนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร"

แล้วก็กลายเป็นหนังต้องห้าม อย่างเรื่องแสงศตวรรษ

โชคดีที่เมืองไทยยังไม่ถึงกลียุคของวัฒนธรรมที่แสนดีงามเกิน

ถ้าไม่โชคร้ายเกินไป วันที่ 15 เดือน 5 คงได้ดูกัน

ถึงแม้ว่าจูโน่จะชวดรางวัล ภาพยนต์ยอดเยี่ยม เพราะ คนแก่ไม่มีประเทศอยู่ จะแย่งไปก่อน

แต่หนังเรื่องนี้ก็น่าดูตรงที่เนื้อหาไม่ได้ตีแผ่ด้านมืดของมนุษย์ที่ต้องใช้ความคิดอ่านสูงเกิน

ประมาณว่าจะเข้าถึงได้ต้องไต่บันไดดู

แต่เป็นการนำเอาประเด็น

การตั้งครรภ์มา้เล่าตรงไปตรงมา







จูโน่ เป็นเด็กวัยรุ่นธรรมดาๆ อายุ 16 ขวบ ซึ่งเกิดเบื่อหรืออยากรู้อยากเห็นอะไรขึ้นมา

เลยตัดสินใจที่จะมีเซ็กซ์กะเพื่อนหนุ่มหน้ามนนามว่า บลีคเกอร์

และเมื่อบลีคเกิอร์ไม่เคยดูโฆษณายืดอกพกถุง มันก็ทำให้เกิดเรื่องราว

เมื่อจูโนพบว่าตัวเองกำลังตั้งท้อง แต่จูโนรู้ว่าตัวเองยังไม่พร้อมที่จะเป็นแม่เด็กได้ เลยตัดสินใจยกลูกของตัวเอง

ให้ครอบครัวที่มีความพร้อมไปอุปการะ

ซึ่งจูโนก็ได้ไปเจอกับคู่สามี-ภรรยาในย่านคนรวยที่พยายามมีลูกด้วยกันแต่ไม่เคยสำเร็จ

มาร์ค-วาเนสซ่า

และเมื่อจูโนบอกทุกอย่างกับพ่อแท้ๆและแม่เลี้ยงของเทอ ทั้งคู่สนับสนุนให้จูโนทั้งยังมาช่วยกันดูว่า

มาร์ค-วาเนสซ่ามีความพร้อมพอที่จะรับเลี้ยงลูกของจูโน่



แทนที่บรรยากาศในหนังจะเป็นเรื่องสลดหดหู่ประมาณว่า"พ่อคะหนูท้อง" "มึงออกไปจากบ้านกู"

แล้วโดนไล่ไปขายน้ำเต้าฮู้ ลูกโตขึ้นมาติดยา แต่ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจของพ่อและแม่ของจูโนที่ไม่ใช่แม่แท้ๆด้วยซ้ำ

ในตอนที่จูโนบอกพ่อว่าท้อง พ่อของจูโนยังพูดติดตลกว่า บลีคเกอร์มีไอ้นั่นไว้ทำด้วยหรอ

แล้วก็เปลี่ยนประเด็นมาที่การเตรียมตัวของจูโน ทั้งๆที่จูโนเผื่อใจไว้ว่ายังไงก็โดนดุด่าตีตบกระทืบ

แต่พ่อของเธอก็ไม่ทำ!!!





วันแรกที่จูโนไปเยี่ยมบ้านของคู่สามี-ภรรยา เพื่อไปตกลงเรื่องการรับเลี้ยง จูโนได้รู้ว่ามาร์คเป็นคนที่เจ๋ง

ฟังเพลงเจ๋งๆ ดูหนังเยี่ยมยอดประเภทโหดดิบเลือดสาด และสนทนาออกจะถูกคอกันด้วย

ส่วนภรรยาเป็นคนละขั้วกับสามี วาเนสซ่าเรียบร้อย เป็นผู้ใหญ่และเป็นการเป้นงาน

ตอนที่จูโนกลับไปเทอบอกว่า พวกคุณน่ะเจ๋งมากเลย

จูโนกลับมาที่บ้านของสามีภรรยาบ่อยๆเพื่ออัพเดตการตั้งท้องของเธอ แต่แล้วก็กลายเป้นว่า

ด้วยความที่มาร์คยังเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักโต เค้ายังมีความฝันที่จะเป็นนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่

วันนึงเลยมาสารภาพกะจูโนว่าจะหย่ากับวาเนสซ่า เพื่อไปเดินตามทางแห่งความฝันของตัวเอง




กับบลีคเกอร์เพื่อนหนุ่ม จูโนพยายามบอกตัวเองว่านั่นมันเป็นแค่เซ็กซ์มันไม่มีข้อผูกมัดอะไรกับเค้า

จูโนถึงกับพูดหักอกบลีคเกอร์เพราะแค่ว่าเค้าต้องการจะรับผิดชอบความรู้สึกของจูโนในตอนนั้น

จนกระทั่งบลีคเกอร์ไปหาคนใหม่ ซึ่งก็ได้เพือนร่วมชั้นเดียวกัน

จูโนไม่รู้ใจตัวเอง จนกระทั่งได้รู้ว่าเค้าจะไปงานพรอมกะหล่อนคนนั้น








หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังประเภททุกเฟรมต้องตีความแบบหนังของหว่องกาไว

ความสนุกอยู่ที่บทซึ่งเขียนออกมาได้กระชับและมีตลกเกี่ยวกับหนัง วงการเพลงแทรกอยู่บ้าง

(นั่นสิมันหนังวัยรุ่นนะเ้ว้ย)และความเรียบง่ายอะไรก็ได้ของจูโน ทำให้หนังไม่ได้แกว่งไปมาเหมือนหนังสะเทือนอารมณ์

ถึงจะพูดในประเด็นที่ดูจะเป็นเรื่องต้องห้ามของบ้านเราอยู่มาก

แต่บทหนังกลับไม่ได้จริงจังกับมันมากนักอาจจะเป็นเพราะสังคมเปิดของอเมริกา

ในหนังผมยอมรับว่าจูโนเติบโตมากับคนที่ดูเท่ห์และอินดี้มากๆ


ผมยอมรับว่าหนังช่วงนี้มีแต่กระแสมาแรงมากๆทั้ง speedracer มนุษย์เตารีด หรือหลังจากนั้นกำลังจะมี

คุณลุงที่อินดี้กว่า(อินเดียน่าโจนส์) มาตีหนังโรงให้แตกกระจายทุกเรื่อง

ผมคิดว่า จูโนก็ควรจะเป็น 1 ในหนังที่คุณต้องดูให้ได้ในช่วงที่กำลังจะเปิดเทอม

ช่วงข่าวสังคมที่เริ่มฉาวมากขึ้นทุกวัน

และช่วงที่ผู้ใหญ่ขั้นผู้บริหารประเทศเริ่มวิวัฒนาการถอยหลังกลับไปเป็นเด็กอีกหลายๆคน

ผมขอเอารางวัล best screenplay และเข้าชิง 1 ในหนังที่เยี่ยมที่สุดมาการัีนตี

edit @ 7 May 2008 03:29:39 by lifeless

ความเป็นจริงในเอ็นทรี่นี้ควรจะเป็นของหนังผี 4 แพร่งของค่ายหนังสุดดัง Gth

หรือไม่ก็หนังแอคชั่น-ฮีโร่ มนุษย์เกราะแดงมนุษย์เตารีด(ironman)

ทั้งๆที่ทั้งสองสองเรื่องเพิ่งจะเข้าโรงได้ไม่นาน และเป็นหนังดัง ทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์

ขนาดที่ว่ามีคนตั้งกระทู้ว่าได้โทรไปยังเบอร์ ที่ปรากฏอยู่ในหนัง 4แพร่งตอนเหงา

แต่สุดท้ายผมก็กลับมาแพ้ให้กับเสน่ห์หนังของหว่องกาไวที่ผมได้ดูไปเมื่อเกือบเดือน

เพราะผมหยิบ chungking express มาดูอีกรอบ ทำให้ผมเกิดหลงรักหนังของเฮียหว่อง







เป็นหนังเรื่องแรกที่เฮียหว่องทำหนังภาษาอังกฤษ และได้รับเกียรติไปเป็นหนังเปิดเทศกาลภาพยนต์นานาชาติที่เมืองคานส์

หนัง road movie เรื่องใหม่ของเฮียหว่องนี้ก็ไม่ได้หลุดไปจากประเด็นเดิมในหนังเก่าๆของเฮีย คือเรื่องของ "คนอกหัก"

จนมีคนแอบเหน็บแนมว่าเฮียชอบเอาของเก่ามายำใหม่ยังไงก็ขายได้อยู่

ถึงอย่างนั้นก็ตามแฟนๆของเฮียหว่องก็ยังคงหลงไหลไปกับมุมกล้องของเฮีย-การใช้สิ่งของเป็นสัญลักษณ์เปรียบเทียบ

และเนื้อเรื่องที่ไม่หวือหวาน้ำเน่าเหมือนละครไทย เพลงประกอบในหนังและที่ขาดไม่ได้ อารมณ์เหงาๆในหนังของเฮียแก

และผู้ที่โชคดีได้มาเป็นนางเอกก็คือ





นอร่า โจนส์ นักร้องสุดยอดแห่งยุค กับหนังเรื่องแรกของนางที่ได้ร่วมงานกับเฮียหว่อง

เธอได้เป็น อลิซาเบธ หญิงสาวที่เพิ่งอกหักเพราะถูกแฟนสวมเขาให้อันใหญ่เบ้อเริ่ม

เทอได้ไปสืบล้วงแคะแกะเกาเรื่องแฟนของเธอกับ เจเรมี่ (จู๊ด ลอว์)



เจ้าของคาเฟ่สุดหล่อเฟี้ยวถึงใจ  ที่มีโหลกุญแจของลูกค้าสะสมไว้เยอะมากอยู่ในนั้น

แต่ในเมื่อความจริงก็ปรากฏ แฟนของเทอได้ไปคบกับหญิงอื่น นั่นทำให้อลิซาเบท

ต้องพบกับความจริงอันโหดร้ายซึ่งทำให้เธอกลายเป็นคนที่กลัวการใช้ชีวิต

ที่จะต้องเดินผ่านอพาร์ทเม้นของแฟนเก่า จากเดิมที่เทอต้องกลับถนนสายเดิมทุกวัน

กลายเป้นว่าเทอต้องพยายามเลี่ยงถนนสายนั้น

ทุกๆวันอลิซาเบ็ธจะต้องเข้าไปในร้านของเจเรมี่เพื่อหาคนคุยด้วย และเจเรมี่นี่เองทำให้เทอต้องเปิดประตูใจที่ปิดกั้นตัวเอง

แต่แล้ววันนึงอลิซาเบทก็หายไปจากชีวิตของเจเรมี่ไปซะดื้อๆ เพราะเทอออกไปเดินทางไกลเพื่อค้นหาตัวเองจากนิวยอร์ค

ไปจนถึงเนวาด้า ในระหว่างนั้นสิ่งเดียวที่เธอสามารถใช้ติดต่อกะเจเรมี่ได้ด็คือ

การเขียนโปสการ์ดเล่าถึงผู้คนที่เข้ามาในระหว่างการท่องเที่ยวของเทอ

มันก็ทำให้โลกของเทอกว้างขึ้นมาอีก แทนที่จะเป็นการนั่งกินเบียร์เมาอยู่ในคาเฟ่เล่าถึงความหลังของเธอกับแฟนหนุ่ม

ซึ่งในระหว่างทางเทอก็ได้เจอนายตำรวจผู้ที่ดับความโศกเศร้าด้วยวิสกี้



กับภรรยาของเค้าที่ถึงแม้จะเลิกกับเค้าไปแล้ว แต่เค้าก็ไม่ยอมปล่อยเธอให้เป็นอิสระได้สักที





เทอบอกว่า ด้วยความที่เค้าไม่ยอมปล่อยเทอไปถึงแม้ว่าจะเลิกกันไปแล้ว

ใจของเทอยังไงก็รักเค้าอยู่ดี

และเนวาด้า อลิซาเบท ได้เจอกัยนักพนันตัวยง





เป็นเซียนพนันตัวจริงที่เติบโตมากับผีพนัน และก็ถูกสอนให้โตมาเป็นนักพนัน แต่นางก็เกลียดผู้เป็นพ่อ

ที่สอนให้เธอใช้ชีวิตเป้นนักพนัน



เฮียหว่องเลือกที่จะใช้คนใหม่ๆที่เข้ามาในชีวิตของอลิซาเบ็ทแทนที่จะใช้กิจกรรมแก้อกหักอย่างใน chungking express


และผมก็คิดว่าเฮียหว่องแกพยายามจะสื่อความคิดของแกที่ว่า เวลานั้นไม่ช่วยอะไรแต่เป็น
เหตุการณ์ สถานที่และบุคคลตต่างหากที่สามารถเยียวอาการอกหักได และในหนังเก่าๆของเฮียก็ไม่มีเรื่องไหนเลย

ที่แสดงถึงความรัีกแบบมีความสุข แต่ละเรื่องเฮียเล่นกับคนที่เพิ่งอกหักมาทั้งนั้น

เจเรมี่ไม่ยอมย้ายร้านไปไหนเพราะเค้าเชื่อว่าสักวัน คนรักเก่าของเค้าจะกลับมาหา ซึ่งวันนึงก็เป็นเช่นนั้น
แต่แฟนเก่าเค้าแค่เดินผ่านมาละแวกเดิม และถ้าเจเรมี่ไม่ได้ออกสูบบุหรี่ข้างนอกหล่ะก็ เค้าก็ไม่ได้เจอเธอ
แม้พวกเค้าจะได้คุยกันด้วยความบังเอิญ มันก็เป็นบทสนทนาทีู่เหินห่างจริงๆ


เช่นเดียวกับอลิซาเบท ทั้งๆที่รู้ว่าแฟนของเทอนอกใจ แต่เทอก็ยังพยายามที่จะค้นหาความจริง
ด้วยการขอร้องให้เจเรมี่เ้ปืดเทปกล้องวงจรปิดในวันที่เค้ามากินข้าวกะแฟนใหม่
แต่มันก็เป็นการทำที่ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะถึงรู้อลิซาเบทก็ยังเลือกที่จะจมอยู่กับการค้นหาความจริงที่มัน
ไม่จำเป็นต้องค้นหาต่อไปเพราะมันปรากฏให้เธอเห็นอยู่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ในคืนนึงอลิซาเบ็ทหิวมากๆ เทอเข้าไปในร้านของเจเรมี่ ก็กลายเป้นว่าขนมหวานทุกอย่างในร้านขายไม่หมดก็เกือบหมด

เหลือแต่บลูเบอร์รี่พายที่ไม่ค่อยมีใครกินเลย ่...อลิซาเบ็ทเปรียบตัวเองเหมือนกับพายบลูเบอร์รี่ที่ไม่มีใครต้องการ

แต่มันไม่ใช่

่ช่วงเวลานั้นมันไม่มีใครต้องการ แต่เมื่อมันอยู่กับสถานที่ๆใช่ คนที่ใช่ และเวลาที่ใช่

มันก็กลายเป้นของสำคัญของอีกคนนึงไป เหมือนกับตอนนี้ที่อลิซาเบทจะเข้ามาสั่งพายทุกครั้งที่เข้าไปในร้านของเจเรมี่

ผมเริ่มเมื่อยและง่วงนอนแล้ว และยังมีอีกหลายๆๆๆๆๆๆๆๆประเด็นที่เฮียหว่องเอามาเสนอ

ผมคงขอจบไว้แค่นี้เพราะเล่าแล้วมันคงไม่สนุกเท่ากับการไปดูเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกะของสิ่งใด อลิซาเบทจะลงเอยยังไงกะเจเรมี่

มันไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เฮียหว่องต้องการพูดมาในหนังทุกๆเรื่อง

ชีวิตมันต้องก้าวต่อไป

 

ปล.ผมไม่ใช่นักเขียนมือโปร ก็ขออภัยด้วยครับ
ปล.2 สิ่งที่ผมจำได้ เท่านั้นที่ผมจะเอามาเขียนลงในบลอกนี้ และหนังเรื่องนี้ผมดูมาแล้วประมาณเดือนเศษ
        อาจจะมีรายละเอียดไม่ครบ พูดง่ายๆมันไม่สดเท่าผมเขียนหลังออกมาจากโรงที่สกาลา                
        ก็ขออภัยอีกรอบครับ

 

 

ถ้าถามคนที่อายุน้อยกว่า 30 อาจจะเคยดูหนังของบรูซลีมาบ้าง

แต่ถ้าถามว่าแล้วหนังของเจ็ทลี กับเฉินหลงหล่ะ

คงไม่มีใครไม่เคยดู...

และแล้วก็มีคนนึกสนุกเลยจับทั้งคู่มาเล่นหนังด้วยกัน

ในหนังที่ทุ่มทุนสร้า้งไปกว่า 2000 ล้านบาทเรื่องนี้

เป็นหนังแอคชั่น-แฟนตาซีที่ จอห์น ฟัสโก นักเขียนบทได้เอาตำนานของไซอิ๋วมาดัดแปลง

โดยผ่านเจสัน

 

เด็กวัยรุ่นที่วันๆดูแต่หนังกังฟูของชอว์บราเธอร์(เกิดไม่ทันแน่ๆ)

แล้วด้วยเหตุบังเอิญเ้ค้าถูกอากงแก่ๆมอบหน้าที่เป็นผู้ส่งคืนกระบองของจ้าวแห่งวานร

ผู้ถูกแม่ทัพหยกใช้พลังสแตนด์ผนึกจ้าววานรเอาไว้ในรูปของหิน

กระบองพาเจสันหลุดไปสู่อีกโลกนึง จะว่าโลกคู่ขนานก็เป็นได้

ที่นั่นเขาได้พบเซียนกังฟูดูรุงรัง








พระจีนที่ดูอินดี้เหลือเกิน











กับเซียวเล่งนึ้งเอ้ย  จินเยี่ยนจื่อ





ทั้งสามคนยอมร่วมทางตามเจสันก็ด้วยต่างเหตุผล

และด้วยความที่เจสันไม่มีวิยายุทธ์เอาเสียเลย

สิ่งที่เค้ารู้คือแค่ชื่อท่าสวยหรูมากมายที่เค้าจำมาจากหนังของพี่น้องชอว์

มันทำให้ทั้งสามคนเป็นห่วงว่า มันจะไปรอดมั้ยเนี่ย

และเดินร่วมทางไปกับเจสันผู้มีหน้าที่ต้องไปคืนกระบองแก่จ้าววานร

เพื่อหยุดแม่ทัพหยกในแผนการยึดครองโลกมนุษย(อันนี้ไม่แน่ใจ)

และเพื่อตัวเจสันเองจะได้กลับไปยังบ้านเกิดของเขาในอีกโลกนึง

--------------------------------------------------

ไม่นับเรื่องความมันส์สุดๆ (แน่นอนเฉินหลงกะเจ็ทลีนะเว้ยย)

หลังจากที่ผมดูหนังแล้ว มันก็เกิดคำถามมากมาย

จากที่เริ่มตั้งอคติก่อนดูหนังว่า ฝรั่งมันมาทำหนังจีนอีกมันจะเต็มรสชาติเหมือนอย่างที่

อั้งลี่ฝากปรากฏการณ์ ครัชชิ่งไทเกอร์ ไว้รึเปล่า

 
ทั้งฉากที่ว่าสุดแสนจะทุ่มทุน แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะคุ้มเงิน 2 พันล้านเลย

ถ้าไม่ถือว่ามันเป็นหนังฮอลลีวูดที่ตลาดสุดๆ

หนังเรื่องนี้ก็คือ หนังสูตรสำเร็จ ที่พระเอกไม่เก่ง เจออาจารย์ แล้วเก่งเทพ

ผมอาจจะคิดมากไปแล้วก็อารมณ์ไม่ค่อยดีตอนที่นังพิมพ์บลอกนี้

มันทำให้ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้ ถ้าไม่มีคำพูดดีๆหลายประโยค

และนักแสดงขั้นเทพ


มันก็เป็นแค่หนังจีนต่อยตีธรรมดาๆอีกเรื่องของฮอลลีวูดที่ปรุงเหล้าเก่าได้ไม่อร่อยอีกแล้ว...

---------------------------

สิ่งที่ยังตะขิดตะขวงใจ
1.ผมว่ายังไงหนังจีนก็น่าจะพูดจีน นี่ทัศนะส่วนตัวเลยนะคับ ในหนังคนจีนบางทีพูดกันเองยังหลุดฝรั่ง
2.ฉาก 2 พันล้านใช้ไม่คุ้ม

------------------------- 

ผมไม่เคยดูหนังของชอว์บราเดอร์มาก่อน(อยากดูมากๆ)

ผมไม่เคยดูหนังเก่าๆของเฉินหลงมาก่อน(ไอ้หนุ่มหมัดเมาทั้งหลาย)
ได้ดูก็แค่ที่เค้าเริ่มเข้ามาในฮอลลีวู้ดแล้ว

แต่เจ็ทลีผมพอได้ดูบ้าง(หวงเฟยหง)
ข้อมูลผมเลยไม่แน่นพอจะพูดอะไรได้มากกว่านีครับ

 

 

 

 

 ไม่มีอะไรครับหนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรไม่เกี่ยวกับจีจ้า

ผมชอบเฉยๆ เอิ๊กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ